คณะนิติศาสตร์ มธ. ออกแถลงการณ์คัดค้านนิรโทษกรรม

  โพสเมื่อ: วันอาทิตย์ 3 พฤศจิกายน 2013, หมวดหมู่ ข่าวด่วนวันนี้, ดราม่าการเมือง

คณะนิติศาสตร์ มธ. ออกแถลงการณ์คัดค้านนิรโทษกรรม

ข่าวด่วนวันนี้ 3 พ.ย.56 คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล โดยระบุว่า การตรา พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการตรา พ.ร.บ.อย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 3 ที่ขัดหลักการเดิมของร่าง กม.ที่นำเสนอต่อสภาในวาระแรก  นอกจากนี้ เมื่อตีความตามถ้อยคำของบทบัญญัติดังกล่าวก็จะกินความถึงกฎหมายทุกฉบับที่ บัญญัติเป็นความผิด โดยเฉพาะความผิดตามกฎหมายอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุมทางการ เมือง

“เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น  การถูกยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินในกรณีร่ำรวยผิดปรกติ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินไว้แล้วหลาย คดี โดยมีคดีสำคัญคือคดีการทุจริตจัดซื้อที่ดินที่ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และคดียึดทรัพย์ของทักษิณกรณีร่ำรวยผิดปรกติ 46,000 ล้านบาท รวมทั้งยังมีคดีอื่นๆที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และการสอบสวนของ ป.ป.ช. อีกหลายคดี ผลของการนิรโทษกรรมเช่นนี้ยังส่งผลสำคัญตามมาในทางกฎหมายที่ต้องมีการกลับ คืนสู่ฐานะเดิมของบุคคลที่พ้นจากเป็นผู้กระทำความผิด เช่นการคืนทรัพย์สินที่ถูกตกเป็นของแผ่นดิน เป็นต้น”

แถลงการณ์ระบุ ในตอนท้ายด้วยว่า คณาจารย์มองว่า การดำเนินการของส.ส.พรรครัฐบาลที่เร่งรีบ ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ อย่างอิสระ มีการครอบงำและสั่งการโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตการประมูลซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดมาตรา 122 ในรัฐธรรมนูญ การขัดกันแห่งผลประโยชน์

คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ จึงขอเรียกร้องต่อส.ส. , ส.ว. และรัฐบาลให้ยุติความพยายามในการตรากฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งฉบับนี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ และไม่เป็นผู้จุดชนวนสร้างความขัดแย้งแตกแยกของผู้คนเสียเอง ซึ่งหากมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น รัฐบาลและส.ส.ฝ่ายรัฐบาล จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองและมีส่วนร่วมรับผิดโดยตรง

ขอเรียกร้องไป ยังประชาชนโดยทั่วไปที่มีการแสดงออกถึงการคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้ ใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างเหมาะสมตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยไม่ละเมิดกฎหมาย และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ละมุนละม่อมต่อประชาชนที่ออกมาชุมนุมคัดค้านซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพตามรัฐ ธรรมนูญที่ได้รับการคุ้มครองไว้ อย่าได้มีการใช้กำลังความรุนแรงที่เกินเลยจนเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเสียใจ อย่างในอดีตขึ้นอีก

แถลงการณ์คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล

ตาม ที่สภาผู้แทนราษฎร์ได้มีมติให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษ กรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. …. เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสคัดค้านต่อต้านอย่างกว้างขวางในสังคมนั้น คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามข้างท้ายแถลงการณ์นี้ มีความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อเนื้อหาของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวที่มี เนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หลักนิติรัฐและหลักการพื้นฐานกระบวนการพิจารณาตรากฎหมายที่ขาดความโปร่งใสมี การเร่งรัด รุกรี้รุกรน ทั้งที่การตรากฎหมายที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมเช่นนี้ ควรมีการรับฟังเสียงประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยซึ่งมีจำนวนมากเช่นกัน

ในฐานะสถาบัน วิชาการที่เปิดการเรียนการสอนวิชากฎหมายที่เก่าแก่ของประเทศ ไทย  ด้วยจิตสำนึกของการเป็นครูผู้สอนกฎหมายที่ได้รับการอบรมสั่งสอน จากบูรพาจารย์ให้ยึดมั่นในหลักความบริสุทธิ์ยุติธรรม ได้มองเห็นปัญหาที่จะส่งผลเสียหายต่อระบบกฎหมายไทยและกระบวนการยุติธรรมของ ประเทศ และยิ่งไปกว่านั้นคือการละเมิดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน จึงไม่อาจนิ่งเฉยหากรัฐสภาจะปล่อยให้มีการตรากฎหมายดังกล่าวออกไป จึงจำเป็นต้องชี้แจงให้สังคมและประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงภัยอันตรายของ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีความพยายามผลักดันให้มีการตราขึ้นโดยสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ดังนี้

๑.ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้มีปัญหา ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในร่างมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ว่า “ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับ การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้น ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”

เมื่อพิจารณา ร่างมาตรา ๓ข้างต้นซึ่งได้มีการแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญวาระ ที่สอง ของสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรก็ลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่สาม คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. มีความเห็นตรงกันว่ามีความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในกระบวนการตราพระราชบัญญัติ อย่างร้ายแรง เนื่องจากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาจนทำให้ผิด แผกแตกต่างไปจากหลักการเดิมของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เสนอเข้าสู่การ พิจารณาวาระหนึ่งซึ่งกำหนดให้มีการนิรโทษกรรมเฉพาะ

“บุคคลที่เกี่ยว เนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการ เมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อ ต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น”   ซึ่งการแก้ไขหลักการของร่างกฎหมายภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับ หลักการในวาระที่หนึ่งแล้วยอมไม่สามารถทำได้ ดังปรากฏอยู่ในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๕๑ ข้อ ๑๑๗ วรรคสามว่า “ คณะกรรมาธิการอาจเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอนหรือแก้ไขมาตราเดิมได้ แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้น”

๒.นอกจากความไม่ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในเรื่องกระบวนการตรากฎหมายของร่างกฎหมาย นิรโทษกรรมฉบับนี้  คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. เห็นว่ายังมีปัญหาความชอบธรรมของการตรากฎหมายฉบับนี้ในเชิงเนื้อหา ซึ่งขัดแย้งต่อหลักกฎหมายธรรมชาติ อันเป็นคุณธรรมพื้นฐานของการมีกฎหมายที่มุ่งไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรม ความยุติธรรมและรักษาความสงบสุขเรียบร้อยของสังคม  ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภาจำเป็นต้องตระหนักให้มากกว่า อำนาจในการตรากฎหมายแม้จะเป็นของรัฐสภาก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตรากฎหมายอะไรก็ได้ขึ้นมาใช้บังคับตามอำนาจที่ตนมี อยู่ เพราะนั้นเท่ากับขัดกับหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แม้จะ เป็นการปกครองโดยเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องเคารพเสียงข้างน้อยและยึดมั่นต่อหลักนิติรัฐที่มิอาจก้าวล่วงได้ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย และต้องระมัดระวังการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ที่เป็นการยกเว้นความผิด อันเป็นการล้มเลิกผลของกฎหมายที่บุคคลได้มีการกระทำผิดกฎหมายและศาลได้ พิจารณาลงโทษ ขณะที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดยังคงบังคับใช้อยู่

แม้ในอดีตประเทศไทยมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอยู่หลายครั้งในเหตุการณ์ต่างๆ กันกล่าวเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองนั้นมี ๓ ครั้ง ได้แก่ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวน เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พ.ศ.๒๕๒๑ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.๒๕๒๒ กฎหมายนิรโทษกรรมทั้งสามฉบับต่างก็มีลักษณะจำกัดขอบเขตของช่วงเวลาและ เหตุการณ์ที่มีการกระทำเกิดขึ้นไม่ยาวนานนักและเป็นการนิรโทษกรรมเฉพาะการ กระทำที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายเฉพาะเจาะจงเป็น เรื่องๆอย่างชัดเจนตามที่กฎหมายนิรโทษกรรมจะระบุ

เพื่อให้สามารถเกิด ความแน่นอนชัดเจนในการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายซึ่งเป็น หลักการพื้นฐานในการตรากฎหมายที่สำคัญ  จึงไม่เคยมีมาก่อนที่จะมีการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ที่กินเวลาเหตุการณ์ยาวนานหลายปีตั้งแต่ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖  ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ต่อเนื่องกันมาถึงปัจจุบัน และลบล้างการกระทำความผิดตามกฎหมายทุกฉบับอย่างที่เป็นอยู่ในร่างกฎหมาย นิรโทษกรรมฉบับนี้ที่เรียกกันว่าเป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งทุกฐานความผิด และทุกกฎหมาย เพราะเนื้อหาในร่างมาตรา ๓ ตอนท้ายระบุเพียงว่า “หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”

เมื่อตีความตาม ถ้อยคำของบทบัญญัติดังกล่าวก็จะกินความถึงกฎหมายทุกฉบับที่ บัญญัติเป็นความผิด โดยเฉพาะความผิดตามกฎหมายอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุมทางการ เมือง แต่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น  การถูกยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินในกรณีร่ำรวยผิดปรกติ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินไว้แล้วหลาย คดี โดยมีคดีสำคัญคือคดีการทุจริตจัดซื้อที่ดินที่ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และคดียึดทรัพย์ของทักษิณกรณีร่ำรวยผิดปรกติ ๔๖,๐๐๐ ล้าน นอกจากนี้ยังมีคดีอื่นๆที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อีกหลายคดี ผลของการนิรโทษกรรมเช่นนี้ยังส่งผลสำคัญตามมาในทางกฎหมายที่ต้องมีการกลับ คืนสู่ฐานะเดิมของบุคคลที่พ้นจากเป็นผู้กระทำความผิด เช่นการคืนทรัพย์สินที่ถูกตกเป็นของแผ่นดิน เป็นต้น

ขณะเดียวกันถ้า พิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ก็จะพบการบัญญัติที่เปิดช่องให้บุคคลที่พ้นความผิดเกิดสิทธิในการเรียกร้อง สิทธิหรือประโยชน์ใดๆในเรื่องอื่นตามร่างมาตรา ๕ การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับการนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง และสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งที่ทำให้ตนต้องได้รับความเสียหาย ตามร่างมาตรา ๖ การดำเนินการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสินใจของบุคคลซึ่งไม่ใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐในการเรียก ร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดชอบตามพระราชบัญญัตินี้ และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหาย  โดยบทบัญญัติทั้งสองมาตราย่อมส่งผลให้รัฐมีภาระหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทด แทนความเสียหายแก่บุคคลที่พ้นผิดด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นปัญหาภาระงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องนำเงินมาจากภาษีอากร ของประชาชนและไม่สามารถตอบคำถามถึงความเป็นธรรมและเหมาะสมได้ว่าในเมื่อการ กระทำที่ได้รับการนิรโทษกรรมนั้น ก็ยังคงมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดบังคับใช้อยู่  รัฐก็ไม่ควรนำเงินของแผ่นดินไปให้กับคนที่เคยกระทำผิด

นอกจากนี้ยังมี ประเด็นสำคัญของปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายนิรโทษ กรรมฉบับนี้ เชิงเนื้อหาซึ่งเป็นเพียงกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ จึงไม่สามารถขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ตามหลักความเป็น กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่ได้รับรองไว้ในมาตรา ๖ ว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้” ซึ่งหากพิจารณามาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่า “บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” ย่อมเป็นการรับรองความชอบของการกระทำขององค์กรที่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐ ประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เอาไว้ในส่วนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ฉะนั้นเนื้อหาของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ร่วมถึงการนิรโทษกรรมความผิดให้กับ บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวัน ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๖ จึงไม่สามารถกระทำได้ ด้วยกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่มีฐานะต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ

๓.คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มธ.มีความเคลือบแคลงน่าสงสัยในความพยายามมุ่งมั่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาลในการเสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมทั้งที่เป็นการกระทำที่ขัด ต่อรัฐธรรมนูญอย่างแจ้งชัด และเร่งรัดการพิจารณาให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วชั่วข้ามคืนสะท้อนถึงความไม่ โปร่งใส การขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน และความไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงแม้เป็นเสียงข้างน้อยก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้แทนประชาชนได้ทำหน้าที่ อย่างเต็มที่ เหตุการณ์นี้ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย โดยปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำเสนอของสื่อมวลชนว่ามีบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง การผลักดันให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งมีหลักฐานถึงการมีอิทธิพลของบุคคลดังกล่าวต่อการทำงานของรัฐบาลและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากที่สังกัดพรรคเพื่อไทย ในการเดินทางไปพบปะพูดคุยกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งหลบหนีคดียังต่างประเทศหลายวาระด้วยกันโดยยังไม่รวมการ ติดต่อพูดคุยที่ไม่เปิดเผยอีก  และมีการแสดงออกถึงท่าทีสอดคล้องไปกับความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอันเป็นบุคคลที่สังคมไทยและต่าง ประเทศทราบดีว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของรัฐบาลและพรรค เพื่อไทย โดยสามารถครอบงำความคิดและบงการอยู่หลังฉากได้ ซึ่งบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคเพื่อไทยหลายคนก็แสดงออกยอมรับ อย่างชัดเจนถึงการเป็นผู้รับใช้บุคคลดังกล่าว

พฤติกรรมดังกล่าวของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและ ร่วมพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวที่ปรากฏว่ามีทั้งเนื้อหาและกระบวน การตรากฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามที่กล่าวมาแล้ว ก็เป็นเพราะไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระจากการครอบงำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  การกระทำดังกล่าวจึงขัดต่อมาตรา๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์

ขณะ เดียวกันเมื่อพิจารณาถึงมาตรา ๓ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลรวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้การสนับสนุนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและรัฐบาลที่ก่อ ตั้งขึ้นจากเสียงข้างมากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนับสนุนกฎหมายนิรโทษ กรรมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจึงเป็นการกระทำฝ่าฝืน ต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญอีกด้วย

คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังรายนามข้างท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ มีความห่วงกังวลอย่างมากถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นจาก การตรากฎหมายนิรโทษกรรม และเล็งเห็นถึงความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตเพราะมีประชาชนจำนวน มากที่ได้แสดงความคิดคัดค้านการตรากฎหมายฉบับนี้ดังปรากฏผลการสำรวจความคิด เห็นของหลายหน่วยงาน และการแสดงออกด้วยการชุมนุมคัดค้านหลายแห่งทั้งในกรุงเทพมหานครและต่าง จังหวัดซึ่งมีผู้คนออกมาร่วมชุมนุมมากมาย

ดังนั้นจึงขอเรียกร้องต่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐบาลให้ยุติความพยายามในการตรากฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งฉบับนี้ ซึ่งขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งในกระบวนการตรากฎหมาย และความชอบธรรมในเชิงเนื้อหาอย่างชัดเจนตามที่นำเสนอมาก่อนหน้านี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ และไม่เป็นผู้จุดชนวนสร้างความขัดแย้งแตกแยกของผู้คนเสียเอง ซึ่งหากมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองและมีส่วนร่วมรับผิดโดยตรง และท้ายที่สุดนี้ขอเรียกร้องไปยังประชาชนโดยทั่วไปที่มีการแสดงออกถึงการคัด ค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้ใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างเหมาะสมตามกรอบรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยไม่ละเมิดกฎหมาย และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ละมุนละม่อมต่อประชาชนที่ออกมาชุมนุมคัดค้านซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพตามรัฐ ธรรมนูญที่ได้รับการคุ้มครองไว้ อย่าได้มีการใช้กำลังความรุนแรงที่เกินเลยจนเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเสียใจ อย่างในอดีตขึ้นอีก

แหล่งข่าว/เครดิตภาพประกอบข่าว  http://www.xn--12c2bn1ewcp.com/?p=3550

เรื่องที่น่าสนใจ
บทความล่าสุด